วันศุกร์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2559

♣การปฏิรูปการปกครองสมัยรัชกาลที่ ๕




การปฏิรูปการปกครองสมัยรัชกาลที่ ๕
          ๑.  การปฏิรูปในระยะต้นรัชกาล ทรงตั้งสภาสำคัญ ๒ สภาคือ
               -  สภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน  (Council Of State)  ทำหน้าที่คล้ายสภานิติบัญญัติในปัจจุบัน
               -  สภาที่ปรึกษาในพระองค์  (Privy Council)  ทำหน้าที่เช่นเดียวกับองคมนตรีในปัจจุบัน

ผลกระทบจากการตั้งสภาทั้ง ๒ คือ พวกขุนนางหัวเก่าคิดว่าจะถูกล้มล้างระบบขุนนางผู้ใหญ่จึงรวมกลุ่มต่อต้านไม่ให้ความร่วมมือ ถึงขั้นที่เรียกว่า "วิกฤตการณ์วังหน้า" ในที่สุดต้องล้มเลิกสภาทั้งสองไป

          ๒.  การปฏิรูประยะที่สอง (ปรับปรุงกิจการบ้านเมืองครั้งใหญ่)
               ๒.๑  เหตุผลสำคัญที่ต้องปฏิรูป
                      -  ทรงตระหนักภัยอันตรายจากลัทธิจักรวรรดิ์นิยมตะวันตก
                      -  ทรงเห็นว่าระเบียบการปกครองและระบบการบริหารประเทศเท่าที่ใช้อยู่มีความล้าหลังเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศอย่างมาก
               ๒.๒  ขั้นตอนการดำเนินงานปฏิรูป
                      -  ยกเลิกตำแหน่งสมุหกลาโหม สมุหนายก และ จตุสดมภ์
                      -  แยกงานราชการออกเป็นส่วน ๆ แต่ละส่วนเรียกว่า "กระทรวง" มีเจ้ากระทรวง เรียกว่า "เสนาบดี"
                      -  แบ่งหน่วยราชการออกเป็น ๑๒ กระทรวง คือ
                            ๑.  กระทรวงมหาดไทย
                            ๒.  กระทรวงกลาโหม
                            ๓.  กระทรวงการต่างประเทศ
                            ๔.  กระทรวงนครบาล
                            ๕.  กระทรวงวัง
                            ๖.  กระทรวงพระคลังมหาสมบัติ
                            ๗.  กระทรวงเกษตรและพาณิชยการ
                            ๘.  กระทรวงยุติธรรม
                            ๙.  กระทรวงยุทธนาธิการ
                          ๑๐.  กระทรวงธรรมการ
                          ๑๑.  กระทรวงโยธาธิการ
                          ๑๒.  กระทรวงมุรธาธร
     ทั้งนี้ให้เสนาบดีรับผิดชอบว่าราชการในแต่ละกระทรวงให้เสมอกัน
           -  ปรับปรุงการปกครองส่วนภูมิภาค ดังนี้คือ
                  ๑.  ยกเลิกหัวเมืองชั้นใน ชั้นนอก เมืองเอก โท ตรี จัตวา และเมืองประเทศราช และแบ่งเป็นมณฑล เมือง อำเภอ ตำบล หมู่บ้าน โดยให้
                         ข้าหลวงเทศาภิบาล   ดูแล  มณฑล
                         ผู้ว่าราชการเมือง       ดูแล  เมือง (จังหวัด)
                         นายอำเภอ               ดูแล  อำเภอ
                         กำนัน                       ดูแล  ตำบล
                         ผู้ใหญ่บ้าน                ดูแล  หมู่บ้าน
                 ๒.  โปรดให้ประชาชนในท้องถิ่นเลือก กำนัน และผู้ใหญ่บ้าน
                 ๓.  โปรดให้ตั้งสุขาภิบาลกรุงเทพฯ และสุขาภิบาลหัวเมือง ที่ตำบลท่าฉลอม จังหวัดสมุทรสาคร เพื่อให้ประชาชนมีส่วนในการบริหารตนเองในท้องถิ่น



♣การปรับปรุงพื้นฐานบ้านเมืองในสมัยรัชกาลที่ ๔



การปรับปรุงพื้นฐานบ้านเมืองในสมัยรัชกาลที่ ๔



เนื่องจากรัชกาลที่ ๔ ทรงแตกฉานภาษาอังกฤษและวิทยาการสมัยใหม่ อีกทั้งยังมีพระสหายเป็นข้าราชการและพ่อค้าชาวตะวันตก จึงทำให้เป็นผู้รอบรู้ความเป็นไปของโลกได้เป็นอย่างดี จึงได้ริเริ่มปรับปรุงเปลี่ยนแปลงบ้านเมือง เพื่อก้าวไปสู่ความเป็นชาติที่มีอารยธรรมสากล ดังนี้
          ๑.  โปรดให้ข้าราชการสวมเสื้อเข้าเฝ้า
          ๒.  ยกเลิกการบังคับราษฎรให้ปิดประตูหน้าต่างบ้านเรือนขณะพระมหากษัตริย์เสด็จพระราชดำเนิน
          ๓.  อนุญาตให้ราษฎรถวายฎีการ้องทุกข์ได้
          ๔.  ทรงใช้ประกาศเป็นเครื่องมือในการจัดระเบียบและผดุงความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นในบ้านเมือง
          ๕.  ว่าจ้างชาวยุโรปและอเมริกันให้เข้ารับราชการในฐานะที่ปรึกษา เพื่อให้งานมีประสิทธิภาพและอำนวยประโยชน์แก่ราษฎรอย่างทั่วถึง
ข้อสังเกต รูปแบบการปกครองสมัยรัชกาลที่ ๔ ยังอยู่ในลักษณะเดิม
         


วันพฤหัสบดีที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2559

♣การปกครองส่วนภูมิภาค (หัวเมืองภูมิภาค)







การปกครองส่วนภูมิภาค (หัวเมืองภูมิภาค) ให้อยู่ในความรับผิดชอบของอัครมหาเสนาบดี และเสนาบดี ดังนี้

          ๒.๑  หัวเมืองภาคเหนือและอีสาน อยู่ในความรับผิดชอบของสมุหนายก ซึ่งต้องรับผิดชอบทั้งในด้านการทหาร และพลเรือน ตลอดจนเศรษฐกิจ และรักษาความยุติธรรม
          ๒.๒  หัวเมืองภาคใต้ อยู่ในความรับผิดชอบของสมุหกลาโหม มี ๒๐ เมือง ได้แก่ สงขลา พัทลุง นครศรีธรรมราช ไชยา หลังสวน ชุมพร ประทิวคลองวาฬ กุยบุรี ปราน ตะนาวศรี มะริด กระบุรี ตะกั่วป่า ตะกั่วทุ่ง พังงา ถลาง กาญจนบุรี ไทรโยค และเพชรบุรี
          ๒.๓  หัวเมืองชายทะเลภาคตะวันออก มี ๙ เมือง ได้แก่ นนทบุรี สมุทรปราการ สมุทรสงคราม สาครบุรี ชลบุรี บางละมุง ระยอง จันทบุรี ตราด อยู่ในความรับผิดชอบของกรมท่า



หัวเมืองส่วนภูมิภาคแบ่งออกเป็น เมืองเอก โท ตรี จัตวา
เจ้าเมืองเอก ได้รับแต่งตั้งจากราชธานี นอกนั้นให้เสนาบดีผู้เกี่ยวข้องดำเนินการ
หัวเมืองเอกทางเหนือ ได้แก่ พิษณุโลก ทางอีสานมี นครราชสีมา ทางใต้มี นครศรีธรรมราช ถลาง สงขลา  


♣ลักษณะการเมืองการปกครองส่วนกลาง (ราชธานี)



การปกครองส่วนกลาง (ราชธานี) บริหารราชการแผ่นดินแบบจตุสดมภ์ มี ๔ ตำแหน่งเป็นผู้รับผิดชอบงาน

          ๑.๑  กลาโหม มีสมุหกลาโหมเป็นหัวหน้าฝ่ายทหาร มีหน้าที่บังคับบัญชาการฝ่ายทหารและพลเรือนในเขตหัวเมืองภาคใต้ชายทะเลตะวันตก และตะวันออก สมุหกลาโหม มียศและราชทินนามว่า เจ้าพระยามหาเสนา ได้ตราคชสีห์เป็นตราเป็นประจำตำแหน่ง
          ๑.๒  มหาดไทย สมุหานายกเป็นหัวหน้าฝ่ายพลเมืองและจตุสดมภ์ มีหน้าที่บังคับบัญชางานทั้งฝ่ายทหารและพลเรือนแถบหัวเมืองฝ่ายเหนือและอีสานทั้งหมด ไม่ใช้ราชทินนามว่าจักรีเหมือนสมัยอยุธยา และไม่กำหนดแน่นอน บางครั้งใช้รัตนาพิพิธ รัตนคชเมศรา ภูธราพัย บดินทรเดชานุชิต เป็นต้น ใช้ตราราชสีห์ เป็นตราประจำตำแหน่ง
          ๑.๓  กรมเมือง มีหน้าที่ดังนี้
                 -  บังคับบัญชาข้าราชการและดูแลความสงบเรียบร้อยภายในกรุงเทพมหานคร
                 -  บังคับบัญชาศาล พิจารณาความอุกฉกรรจ์มหันตโทษ
เสนาบดีมีตำแหน่งเป็น เจ้าพระยายมราช มีตราพระยมทรงสิงห์ เป็นตราประจำตำแหน่ง
          ๑.๔  กรมวัง มีหน้าที่ดังนี้
                 -  รักษาราชมนเฑียรและพระราชวังชั้นนอก ชั้นใน
                 -  เป็นเจ้าหน้าที่เกี่ยวกับพระราชพิธี
มีอำนาจตั้งศาลชำระความด้วยเสนาบดีคือ เจ้าพระธรรมา ใช้ตราเทพยดาทรงพระนนทิการ (พระโค) เป็นตราประจำตำแหน่ง
          ๑.๕  กรมคลัง มีหน้าที่ดังนี้
                 -  ดูแลการเก็บและจ่ายเงิน ผู้ที่ดำรงตำแหน่งคือ พระยาราชภักดี
                 -  ดูแลการแต่งสำเภาไปค้าขายต่างประเทศ และเจริญสัมพันธไมตรี ผู้ดำรงตำแหน่งคือ พระยาศรีพิพัฒน์
                 -  ตรวจบัญชี และดูแลหัวเมืองชายทะเลตะวันออกผู้รักษาหน้าที่คือ พระยาพระคลัง ใช้ตราบัวแก้วเป็นตราประจำตำแหน่ง
          ๑.๖  กรมนา มีหน้าที่ดังนี้
                 -  ดูแลรักษานาหลวง
                 -  เก็บภาษีข้าว
                 -  เป็นพนักงานซื้อข้าวขึ้นฉางหลวง
                 -  พิจารณาคดีเกี่ยวกับเรื่องนา สัตว์พาหนะ
เสนาบดีตำแหน่งเป็น พระยาพลเทพ ใช้ตราพระพิรุณทรงนาค เป็นตราประจำตำแหน่ง



วันพุธที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2559

♣เจดีย์เพิ่มมุม





         พระเจดีย์ที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสถาปนาขึ้นตามวัดต่างๆ นั้นเกือบทั้งหมดเป็นเจดีย์ทรงระฆัง จนอาจกล่าวได้ว่า เจดีย์ทรงระฆังเป็นลักษณะเฉพาะของเจดีย์สมัยรัชกาลที่ 4 อย่างไรก็ตามมีเจดีย์เพียงองค์เดียวที่สถาปนาขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4 ที่มีรูปแบบต่างจากเจดีย์ทรงระฆังคือ พระมหาเจดีย์ เจดีย์ประจำรัชกาลที่ 4

         วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามประกอบด้วยเจดีย์สำคัญขนาดใหญ่อยู่ 4 องค์ ซึ่งถือเป็นมหาเจดีย์ที่เป็ฯพระเจดีย์ประรัชกาลที่ 1-4 ลักษณะเป็นเจดีย์ทรงเครื่อง 3 องค์

         ตามประวัติกล่าวถึงการสร้างพระเจดีย์ประจำรัชกาลที่ 4 ที่มีลักษณะที่ต่างจากพระเจดีย์ทั้งสามองค์ที่สร้างขึ้นก่อนเล็กน้อยไว้ว่า รัชกาลที่4 โปรดเกล้าฯ ให้มีการถ่ายแบบมาจากเจดีย์ศรีสุริโยทัย แต่ไม่ได้พระราชทานนามไว้ ภายหลังเรียกกันว่าเจดีย์ประจำรัชกาลที่ 4 ซึ่งต่างจากแบบพระราชนิยมของรัชกาลที่ 4 ที่นิยมสร้างเจดีย์ทรงระฆัง ทั้งนี้คงเป็นเพราะความเหมาะสมกลมกลืนทางด้านรูปแบบ กับมีพระมหาเจดีย์สี่เหลี่ยมทั้งสามองค์อยู่ก่อนซึ่งล้วนเป็นพระเจดีย์ทรงเครื่องที่มีลักษณะสำคัญคือ องค์ระฆังเป็นสี่เหลี่ยมในผังย่อมุม ดังนั้นหากสร้างเจดีย์ทรงระฆังไว้ในที่เดียวกันอาจทำให้เกิดความแตกต่างทางด้านรูปแบบ จึงทรงเลือกสร้างเจดีย์แบบเพิ่มุมไม้สิบสองเนื่องจากมีลักษณะที่ใกล้เคียงกัน แต่ความจริงมีองค์ประกอบที่แตกต่างกันสองส่วน คือ เจดีย์เพิ่มมุมไม่มีบัวคลุ่มรองรับองค์ระฆัง และส่วนยอดเป็นปล้องไฉนแบบเจดีย์ทรงระฆังทั่วไป ในขณะที่ยอดของเจดีย์ทรงเครื่องจะเป็นบัวทรงคลุ่มเถา


♣เจดีย์ทรงระฆัง


         ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวสังคมไทยเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในทุกๆ ด้าน โดยเฉพาะอิทธิพลทางการเมืองของมหาอำนาจตำวันตก ในส่วนของพระพุทธศาสนาเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมากด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะการกำเนิดนิกายธรรมยุติที่พระองค์ทรงสถาปนาขึ้น อย่างไรก็ตามนิกายใหม่นี้มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางงานช่างไม่มากนัก การเปลี่ยนแปลงทางด้านศิลปกรรมจากตัวอย่างงานที่โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นนั้นกลับเป็นพระราชนิยมส่วนพระองค์มากกว่า และมีข้อสังเกตคือรูปแบบวัด พระเจดีย์ พระพุทธรูป หรือแม้แต่งานประดับตกแต่งจะแตกต่างจากงานในสมัยรัชกาลที่ 3 ซึ่งงานที่เป็นแบบพระราชนิยมอย่างจีนกำลังได้รับความนิยมอย่างมาก แต่พอมาถึงรัชกาลที่ 4 มีการเปลี่ยนแปลงทั้งหมด โดยพระองค์ทรงหันกลับไปใช้แบบประเพณีนิยมที่มีมาแต่เดิม

         รูปแบบของเจดีย์ทรงระฆัง

         ส่วนฐาน
         เป็นฐานเขียงซ้อนกันหลายชั้นรอบรับฐานบัวคว่ำ-บัวหงาย 1 ฐาน

         ส่วนกลาง
         คือส่วนองค์ระฆังประกอบด้วยองค์ระฆังในผังกลมมีส่วนสำคัญที่บอกถึงรูปแบบเฉพาะของเจดีย์ทรงระฆังที่ถ่ายแบบมาจากเจดีย์สมัยอยุธยา คือ ส่วนรองรับองค์ระฆังที่เป็นชุดมาลัยเถา 3 เส้น ได้แก่ ลูกแก้วขนาดใหญ่ที่วางซ้อนกัน 3 วง แต่ลักษณะดังกล่าวก็จะต่างกันไปตามยุคสมัย กล่าวคือ รูปแบบของส่วนรองรับองค์ระฆังนี้เริ่มปรากฎมาแล้วตั้งแต่ศิลปะลังกา ในสมัยก่อนพศว.9 ทำเป็นฐานเขียง 3 ชั้นซ้อนกัน ต่อมาในศิลปะลังกาสมัยหลังพศว.9 จึงเริ่มเปลี่ยนมาเป็นชุดฐานบัวคว่ำ-บัวหงายที่ให้อิทธิพลมายังศิลปะพม่าและล้านนา ส่วนในสมัยสุโขทัยได้รับรูปแบบมาจากลังกาและปรับมาเป็นฐานบัวคว่ำ 3 ฐานเรียกว่า บัวถลา และส่งอิทธิพลต่อมายังศิลปะอยุธยาซึ่งนำมาปรับเป็นลูกแก้วขนาดใหญ่สามวงเรียกว่า มาลัยเถา

         ส่วนยอด
         มีบัลลังก์ในผังสี่เหลี่ยม และที่ก้านฉัตรมีเสาหารล้อมรอบ การมีเสาหารถือเป็นรูปแบบเฉพาะของเจดีย์ทรงระฆังในสมัยอยุธยาด้วยเช่นกัน เหนือบัลลังก์ขึ้นไป มีบัวฝาละมี ปล้องไฉน และปลี ตามรูปแบบของเจดีย์ทรงระฆังทั่วไป

♣เจดีย์ทรงปรางค์

     




cr. http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=nontree&month=02-2008&group=19



         พระปรางค์ที่ปรากฎในงานศิลปกรรมสมัยรัตนโกสินทร์ มีพระปรางค์วันระฆังโกสิตารามที่น่าจะเป็นงานซึ่งมีมาตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนปลาย รูปแบบศิลปกรรมสำคัญที่สามารถบอกได้คือองค์ปรางค์อ้วนป้อม ไม่สูงเพรียวและบอบบางแบบพระปรางค์ในสมัยรัชกาลที่ 3 ลักษณะที่บ่งบอกว่าเป็นงานศิลปะอยุธยาตอนปลาย เช่น การทำชุดฐานสิงห์ 3 ฐานลดหลั่นกันอยู่ในผังเพิ่มุมหรือย่อมุมหลายมุม แต่ละมุมมีขนาดเล็กและเท่ากัน ลักษระนี้ได้ให้อิทธิพลมายังสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น

         อีกประการหนึ่งคือ ส่วนบนที่เป็นเรือนชั้นที่แสดงความเป็นฐานันดรสูงยังคงทำเป็นชั้นของเสาตั้งและคานทับอย่างชัดเจน และที่สำคัญคือ ลักษระของบรรพแถลงที่ยังคงกรอบแบบอยุธยา ขณะที่ส่วนนี้เมื่อมาถึงสมัยรัชกาลที่ 3 จะทำเป็นใบหรือกลีบขนุน ลักษณะแบนๆ แปะติดลงในแต่ละชั้น